มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่ตั้ง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เรียกชื่อตามชื่อเมือง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่เลขที่ ๒๓๙ ถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๔ กิโลเมตร และมีเนื้อที่ ประมาณ ๘,๕๐๐ ไร่เศษ บริเวณเชิงดอยสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๑. ความเป็นมา

ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้น แต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ การดำเนินงานจึงชะงักลง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ รัฐบาลชุด จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาว่า “จะดำเนินการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ตลอดถึงการศึกษาชั้นสูง”

ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้มีการประชุมโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภาคการศึกษา ๘ ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล.ปิ่น มาลากุล) เป็นประธานที่ประชุม มีความเห็นว่า “น่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่”

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐบาลชุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกชื่อมหาวิทยาลัยนี้ว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

๑. เป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการพัฒนาภาคเหนือ ทั้งด้านการศึกษาและวิชาชีพ

๒.ต้องการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์มีคณะ/ภาควิชาต่างๆ เปิดสอนครบถ้วนตามหลักสากล

๓.นอกจากจะเป็นสถาบันสำหรับการศึกษาและวิจัยแล้ว เหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องการสร้างความรอบรู้และสร้างนิสัยให้แก่นักศึกษาด้วย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เริ่มเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ในระยะเริ่มต้นได้เปิดดำเนินการสอนเพียง ๓ คณะที่เป็นรากฐานของทุกสาขาวิชา คือ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้รับโอนกิจการคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์มาเป็นคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีเดียวกันนี้เองได้เริ่มจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง ในปีการศึกษา ๒๕๑๑ ได้จัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ และในปีการศึกษา ๒๕๑๓ ได้จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงได้จัดตั้งคณะเพิ่มขึ้นอีก ๓ คณะ คือ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ตั้งบัณฑิตวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ตั้งคณะวิจิตรศิลป์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้ตั้งคณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีคณะทั้งหมด ๑๗ คณะ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ คือเปิดสอนวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงทุกสาขาวิชาตามหลักของ UNESCO ดังที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แต่เดิมมา

 

๒. เป้าหมายของมหาวิทยาลัย

    1. เพื่อขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีผลทั่วถึงประชาชนในหัวเมืองของภาคเหนือให้มากยิ่งขึ้น
    2. เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการผลิตกำลังคนระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมของชาติ
    3. เพื่อให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำหน้าที่เป็นแหล่งรักษา ถ่ายทอด และเผยแพร่วัฒนธรรมทั้งของชาติและของท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเหนืออีกด้วย

๓. ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย

๑. ทำการสอน

๒. ทำการวิจัย

๓. ให้บริการวิชาการแก่สังคม

๔. ทนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

๔. ตรามหาวิทยาลัย

เป็นรูปวงกลม ๒ วง ประกอบด้วย วงกลมชั้นนอก จำนวน ๒ เส้น เป็นขอบของตราเครื่องหมายและวงกลมชั้นใน จำนวน ๑ เส้น ระหว่างวงกลมนอกและวงกลมใน ด้านบนมีอักษรบาลี อตตานํ ทมยนติ ปณฑิตา ด้านล่างมีอักษรไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่ว่างระหว่างอักษรบาลีและภาษาไทยมีดอกสักคั่นข้างละ ๑ ดอก ภายในวงกลมชั้นในมีรูปช้าง ท่าทางงามสง่าเป็นธรรมชาติ อยู่ในท่าก้าวย่างและชูคบเพลิง รัศมี ๘ แฉก

๕. สีประจำมหาวิทยาลัย

ใช้สีม่วง

 

คณะวิศวกรรมศาสตร์

คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นสถานศึกษา วิจัยและให้บริการแก่สังคมทางด้านวิชาชีพวิศวกรรม ปัจจุบันเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี (๔ ปี) ๘ สาขาวิชา คือ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมเหมืองแร่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร หลักสูตรระดับปริญญาตรี (๓ ปี) ๒ สาขาวิชา คือ วิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมเครื่องกล หลักสูตรระดับปริญญาโท ๕ สาขาวิชา คือ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมเครื่องกลและวิศวกรรมพลังงาน หลักสูตรระดับปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมเครื่องกล สำหรับในอนาคต คณะวิศวกรรมศาสตร์มีนโยบายที่จะเปิดสอนเพิ่มขึ้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ ๘ อีกดังนี้คือ ระดับปริญญาโทสาขาวิศวกรรมอุตสาหการและวิศวกรรมเหมืองแร่ และระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า

ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจะได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วศ.บ.) และมีสิทธิ์เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (ก.ว.) ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

หลักสูตรการศึกษา

มีสาขาวิชาให้เลือกศึกษาได้ ๘ สาขาวิชาดังนี้

    1. สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา (หลักสูตร ๔ ปี)
    2. สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า (หลักสูตร ๔ ปีและ ๓ ปี)
    3. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล (หลักสูตร ๔ ปีและ ๓ ปี)
    4. สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (หลักสูตร ๔ ปี)
    5. สาขาวิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ (หลักสูตร ๔ ปี)
    6. สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ (หลักสูตร ๔ ปี)
    7. สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (หลักสูตร ๔ ปี)
    8. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร (หลักสูตร ๔ ปี)

๑. สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา

วิศวกรรมโยธาเป็นวิศวกรรมที่มีขอบข่ายงานกว้างขวางมากแขนงหนึ่ง วิศวกรโยธาจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการวางแผน ออกแบบก่อสร้างและบำรุงรักษาในสายงานสำคัญคือ งานด้านวิศวกรรมโครงสร้าง วิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมขนส่ง วิศวกรรมธรณีเทคนิค วิศวกรรมสำรวจ

ภาควิชาวิศวกรรมโยธาเปิดทำการสอนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา และระดับปริญญาโทในสาขาวิชา วิศวกรรมโครงสร้าง วิศวกรรมธรณีเทคนิค วิศวกรรมแหล่งน้ำ และวิศวกรรมขนส่ง

ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขานี้สามารถที่จะปฏิบัติงานในหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชน ตลอดจนประกอบอาชีพส่วนตัวในฐานะวิศวกรโยธา

๒. สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า

การศึกษาในสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ประกอบด้วยกลุ่มวิชา ๖ กลุ่ม คือ

    1. ไฟฟ้าพื้นฐาน
    2. เครื่องจักรกลไฟฟ้าและระบบไฟฟ้ากำลัง
    3. อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
    4. ไฟฟ้าสื่อสาร
    5. วิศวกรรมควบคุม
    6. วิศวกรรมคอมพิวเตอร์

นักศึกษาจะต้องเรียนรู้ในส่วนหนึ่งที่เป็นแกนของกลุ่มวิชาเหล่านี้ และจะต้องเลือกเน้นในสายใดสายหนึ่งเพื่อการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมจาก ก.ว. คือ

    1. เน้นสายไฟฟ้ากำลังและควบคุม เพื่อรับ ก.ว. แขนงไฟฟ้ากำลัง
    2. เน้นสายอิเล็กทรอนิกส์และสื่อสาร เพื่อรับ ก.ว. แขนงสื่อสาร

ปัจจุบันนี้ภาควิชาเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชานี้ จะมีความรู้ในด้านการออกแบบ การติดตั้ง การควบคุมการดำเนินงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้ากำลัง อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สามารถเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน เช่น การไฟฟ้าต่างๆ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์ สถาบันทางวิชาการต่างๆ บริษัทเอกชน และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนประกอบอาชีพส่วนตัวในฐานะวิศวกรไฟฟ้า

๓. สาขาวิศวกรรมเครื่องกล

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลจัดการเรียนการสอนครอบคลุมเนื้อหาวิชาดังต่อไปนี้ วิศวกรรมระบบเชิงกล กลศาสตร์ของวัสดุ กลศาสตร์เครื่องจักรกล กลศาสตร์ของไหล วิศวกรรมโรงจักร เครื่องยนต์สันดาปภายใน กังหันแก๊ส โรงจักรพลังไอน้ำ วิศวกรรมการปรับอากาศ การถ่ายเทความร้อน เทอร์โมไดนามิคส์ วิศวกรรมการบินและอากาศพลศาสตร์ วิศวกรรมพลังงาน การแปรรูปพลังงาน พลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงาน วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร วิศวกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตร เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้ยังจัดการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานที่เป็นหลักของวิศวกรรม เช่น การเขียนแบบวิศวกรรม สถิตยศาสตร์ พลศาสตร์ เป็นต้น

ผู้สำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล สามารถประกอบอาชีพในลักษณะต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องจักรต่างๆ การออกแบบการประหยัดพลังงานในอาคารตามพระราชบัญญัติการอนุรักษ์พลังงาน การควบคุมการใช้งานเครื่องจักร เครื่องยนต์ หม้อไอน้ำ โดยในส่วนการออกแบบนั้น ก็รวมไปถึงการออกแบบโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (CAD) ด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆได้อีกมากมาย

๔. สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

เป็นสาขาวิชาวิศวกรรมที่ศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมป้องกันและจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ วิศวกรสิ่งแวดล้อมจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการวางแผนคำนวณออกแบบและควบคุมการผลิตน้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย การระบายน้ำ การเดินท่อในอาคาร การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งทางด้านอากาศ เสียง และขยะ ตลอดจนการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการพัฒนาต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องศึกษาวิชาพื้นฐานทั้งหมดของสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา ดังนั้น จึงทำให้วิศวกรสิ่งแวดล้อมสามารถประกอบอาชีพในฐานะวิศวกรโยธาอีกด้วย ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชานี้สามารถที่จะปฏิบัติได้ทั้งในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชนโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนประกอบอาชีพอิสระส่วนตัวในฐานะวิศวกรสิ่งแวดล้อม

ในปีการศึกษา ๒๕๓๔ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเปิดทำการสอนในระดับปริญญาโทสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม โดยรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ทุกสาขาวิชา และปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีเทคนิคหรือเทียบเท่า โดยมุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นนักวิจัยในทางวิศวกรรมน้ำเสีย วิศวกรรมประปา การกำจัดขยะ และการควบคุมมลพิษในแหล่งน้ำ

๕. สาขาวิศวกรรมเหมืองแร่

ศึกษาเกี่ยวกับงานสำรวจออกแบบ วางแผน และควบคุมงานที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเหมืองแร่ เช่น การสำรวจแร่ การทำเหมืองแร่ การระเบิดหิน การเจาะอุโมงค์ การแต่งแร่และใช้ประโยชน์จากแร่ การถลุงแร่ รวมทั้งงานพื้นฐานวิศวกรรมสาขาอื่นๆ เพราะวิศวกรรมเหมืองแร่ จะต้องมีความรู้วิชาพื้นฐานของสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล โยธา ไฟฟ้า และอุตสาหการ เพื่อนำไปประกอบอาชีพในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจ เอกชน ตลอดจนประกอบอาชีพส่วนตัวในฐานะวิศวกรเหมืองแร่

๖. สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ

ศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนงาน ควบคุม วิเคราะห์และบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมทุกประเภท โดยมุ่งเน้นให้เป็นวิศวกรที่มีความรู้ในเรื่อง การออกแบบและวางผังโรงงาน การวางแผนและควบคุมระบบการผลิต การจัดการทางด้านการเงิน การวิเคราะห์และออกแบบวิธีการทำงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานและลดต้นทุนการผลิต การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการการบริหารโครงการ และโรงงานอุตสาหกรรมและการควบคุมมลภาวะอันเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทำให้ผู้ที่จบการศึกษามีความรอบรู้ในเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นนักวิจัยและบริหารทางธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

๗. สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ และประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์สำหรับงานด้านต่างๆ ได้แก่ ทฤษฎี สวิทซ์ชิ่ง วงจรดิจิตัล ระบบไมโครโปรเซสเซอร์ สถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบปัญญาประดิษฐ์ การใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบขบวนการผลิต ในอุตสาหกรรมการแพทย์ และระบบควบคุมอัตโนมัติ

๘. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร

เป็นสาขาวิชาที่ประยุกต์หลักการทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล ในการแก้ปัญหาด้านการเกษตร นั่นคือ ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ การพัฒนาปรับปรุงระบบและเครื่องจักรกลเกษตร

ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร มีสิทธิได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพสาขาวิศวกรรมเครื่องกล

 

การรับเข้าศึกษาและระบบการศึกษา

๑. การรับเข้าศึกษา

ปัจจุบันในประเทศไทยผู้ที่ต้องการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อเรียนจบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.๖ หรือเทียบเท่า จะต้องสมัครสอบคัดเลือกตามที่คณะกรรมการสอบคัดเลือกทบวงมหาวิทยาลัยจัดให้สอบ ในการสอบคัดเลือกนี้จะมีผู้แทนจากทุกมหาวิทยาลัยร่วมเป็นกรรมการและเมื่อสอบข้อเขียนได้แล้ว จะต้องเข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายตามที่แต่ละมหาวิทยาลัย หรือสถาบันกำหนดไว้อีกครั้งหนึ่ง ผู้สอบคัดเลือกได้จะต้องเป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยเชื่อถือได้ว่ามีสุขภาพดี มีความประพฤติเรียบร้อย มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับมหาวิทยาลัย และมีทุนเล่าเรียนเพียงพอที่จะศึกษาได้จนสำเร็จการศึกษา

ในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คัดเลือกหรือสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๓ ประเภท คือ

๑. ทบวงมหาวิทยาลัยเป็นผู้ประสานงานการสอบคัดเลือกนักเรียนที่มีพื้นฐานความรู้ ม.๖ หรือเทียบเท่า เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งรวมทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ประสงค์จะสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาจะซื้อใบสมัคร และสมัครสอบได้ตามประกาศของคณะกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทบวงมหาวิทยาลัย

๒. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินการสอบคัดเลือก ในปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้สอบคัดเลือก นักเรียน ม.๖ ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตพัฒนาภาคเหนือ ๑๗ จังหวัด เข้าศึกษาเป็นจำนวนประมาณ ๕๐% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมดที่รับได้ในแต่ละปีการศึกษา

๓. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับผู้มีวุฒิอนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือเทียบเท่าเข้าเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ ในหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง

สำหรับปริญญาโทและสูงกว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลที่มีวุฒิปริญญาตรีและปริญญาโท เข้าศึกษาเพื่อปริญญาโทและปริญญาเอก ตลอดจนประกาศนียบัตรบัณฑิตในบัณฑิตวิทยาลัย

ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในระดับปริญญาตรี จะต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไขในการสมัครเข้าเป็นนักศึกษา ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๔ ดังนี้คือ

    1. ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    2. สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
    3. เป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง และไม่เป็นโรคหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคในการศึกษา
    4. ไม่เคยต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในกรณีความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดอันเป็นลหุโทษ
    5. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติ

๒. การรายงานตัวเป็นนักศึกษา

๒.๑ ให้ผู้สมัครที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษา ไปรายงานตัวเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาตามวันเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดพร้อมด้วยหลักฐานต่างๆที่มหาวิทยาลัยประกาศให้ทราบ

๒.๒ ผู้สมัครที่ไม่ไปรายงานตัวภายใน ๑๐ วัน นับจากวันที่กำหนดให้รายงานตัวจะถือว่าสละสิทธิ์การเข้าเป็นนักศึกษา

๒.๓ เมื่อได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาแล้ว มหาวิทยาลัยจะกำหนดรหัสประจำตัวนักศึกษาและคณะจะจัดอาจารย์ที่ปรึกษาให้

๓. ระบบการศึกษา

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้ระบบการศึกษาตามหลักสากล โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความคล่องตัว ในการปฏิบัติงาน และประโยชน์ที่จะบังเกิดแก่นักศึกษา เป็นสำคัญดังนี้ คือ

๑. การแบ่งระยะเวลาศึกษาเป็นภาคการศึกษา (Semester system)

คือในหนึ่งปีการศึกษาแบ่งเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ (Two regular semesters) ซึ่งเป็นภาคการศึกษาบังคับและภาคการศึกษาปกติหนึ่งๆ จะมีเวลานานประมาณ ๑๘ สัปดาห์ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยอาจเปิดภาคฤดูร้อน ซึ่งเป็นภาคการศึกษาไม่บังคับเพิ่มขึ้นอีก ๑ ภาคการศึกษา ใช้เวลาประมาณ ๘ สัปดาห์ โดยจัดชั่วโมงเรียนให้เท่าภาคการศึกษาปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจ ใครเรียนรู้ ได้ศึกษาเพิ่มเติม

กำหนดเวลาเปิดภาคเรียนเป็นดังนี้

ภาคการศึกษาที่หนึ่ง ระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม

ภาคการศึกษาที่สอง ระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์

ภาคฤดูร้อน (เป็นภาคการศึกษาไม่บังคับ) ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

๒. การวัดปริมาณการศึกษา ประจำกระบวนวิชาเป็นหน่วยกิต (Credit system)

มหาวิทยาลัยจัดเนื้อหาวิชาที่จะสอนออกเป็นกระบวนวิชา (Course) และกำหนดปริมาณการศึกษาหรือน้ำหนักกระบวนวิชาเป็นหน่วยกิต (Credit) การกำหนดจำนวนหน่วยกิตถือหลักว่าหนึ่งหน่วยกิต หมายถึงการบรรยาย ๑ ชั่วโมง หรือการสัมนาไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง หรือการปฏิบัติทดลอง ๒-๓ ชั่วโมง หรือการฝึกงานหรือการฝึกภาคสนาม ๓-๖ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ตลอดหนึ่งภาคการศึกษาปกติ

๓. การวัดคุณภาพกระบวนวิชาเป็นลำดับชั้น หรือสัญลักษณ์ โดยใช้หลักการวัดผลการประเมินผลดังนี้

๓.๑ มหาวิทยาลัยจัดให้มีการวัดผลการศึกษาในกระบวนวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียนภาคการศึกษาละไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อได้ทำการประเมินผลการศึกษากระบวนวิชาใดเป็นครั้งสุดท้ายแล้วให้ถือว่าการเรียนกระบวนวิชานั้นสิ้นสุดลง

๓.๒ นักศึกษาต้องมีเวลาเรียนแต่ละกระบวนวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด จึงจะมีสิทธิ์ได้รับการวัดและประเมินผลในกระบวนวิชานั้น นอกจากอาจารย์ผู้สอนจะพิจารณาให้มีสิทธิ์นั้น ผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับการประเมินผลตามวรรคแรกจะได้รับลำดับขั้น F หรืออักษร U

๓.๓ มหาวิทยาลัยใช้ระบบลำดับขั้นและค่าลำดับขั้นในการวัดและประเมินผล นอกจากกระบวนวิชาที่กำหนดให้วัดและประเมินผลด้วยอักษร S และ U

๓.๔ สัญลักษณ์และความหมายของการวัดและประเมินผลกระบวนวิชาต่างๆ ให้กำหนดดังนี้

สัญลักษณ์ ความหมาย

A = ดีเยี่ยม

B+ = ดีมาก

B = ดี

C+ = ดีพอใช้

C = พอใช้

D+ = อ่อน

D = อ่อนมาก

F = ตก

S = เป็นที่น่าพอใจ

U = ไม่เป็นที่น่าพอใจ

I = การวัดผลยังไม่สมบูรณ์

P = การเรียนการสอนยังไม่สิ้นสุด

V = ผู้เข้าร่วมศึกษา

W = การถอนกระบวนวิชา

๓.๕ ระบบลำดับขั้น กำหนดเป็นสัญลักษณ์ A, B+, B, C+, C, D+, D และ F ซึ่งแสดงผลการศึกษาของนักศึกษาที่ได้รับการประเมินในแต่ละกระบวนวิชา และมีค่าลำดับขั้นดังนี้

ลำดับขั้น A มีค่าลำดับขั้นเป็น ๔

ลำดับขั้น B+ มีค่าลำดับขั้นเป็น ๓.๕

ลำดับขั้น B มีค่าลำดับขั้นเป็น ๓

ลำดับขั้น C+ มีค่าลำดับขั้นเป็น ๒.๕

ลำดับขั้น C มีค่าลำดับขั้นเป็น ๒

ลำดับขั้น D+ มีค่าลำดับขั้นเป็น ๑.๕

ลำดับขั้น D มีค่าลำดับขั้นเป็น ๑

ลำดับขั้น F มีค่าลำดับขั้นเป็น ๐

๓.๖ ระบบอักษร S และ U ใช้เฉพาะบางกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้วัดและประเมินผลด้วยอักษร S

และ U

๔. การจัดหลักสูตรเป็นแบบสาขาวิชาร่วม (Interdisciplinary program)

การจัดหลักสูตรปริญญาตรีทุกสาขาวิชา มหาวิทยาลัยมีนโยบายที่จะให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถออกไปประกอบอาชีพในสาขาวิชานั้นได้ และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เป็นผู้มีความรู้กว้างขวางในวิทยาการพื้นฐาน (วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์) ด้วย อันจะทำให้บัณฑิตเป็นผู้มีปัญญา รอบรู้ มีคุณธรรม มีจริยธรรมและความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตในสังคมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในการจัดหลักสูตรปริญญาตรี ในแต่ละสาขาวิชาจึงจัดในรูปสาขาวิชาร่วมแทนที่จะจัดเฉพาะสาขาวิชาเดียวกันแบบมหาวิทยาลัยในสมัยก่อนๆ

๕. ส่งเสริมการสอนแบบสถาบันร่วม

มหาวิทยาลัยไม่สนับสนุนให้คณะต่างๆ เปิดสอนกระบวนวิชาซ้ำซ้อนกัน แต่ให้คณะต่างๆ มีความรับผิดชอบในการสอนนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชาร่วมกัน นักศึกษาคณะหนึ่งมีโอกาสเรียนกระบวนวิชาข้ามคณะที่เปิดสอนกระบวนวิชานั้นๆได้

๖. ใช้ระบบการลงทะเบียนร่วม

มหาวิทยาลัยให้มีหน่วยงานสำหรับการลงทะเบียนกระบวนวิชาเรียน และแจ้งผลการเรียนเพียงแห่งเดียวที่สำนักทะเบียนและประมวลผล

 

๗. การลงทะเบียนเรียน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มใช้ระบบการลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre Registration) ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๓๗ โดยมหาวิทยาลัยจะประกาศวันลงทะเบียนเรียนล่วงหน้า เพื่อให้นักศึกษามาลงทะเบียนเรียนล่วงหน้าตามกำหนดวันเวลาที่ประกาศไว้ในคู่มือการลงทะเบียนเรียน ตารางสอน ตารางสอบ (มช..๓๐) ของแต่ละภาคการศึกษา ซึ่งจะประกาศตารางสอนล่วงหน้าว่า มหาวิทยาลัยจะเปิดสอนกระบวนวิชาใดบ้าง และจะทำการสอบไล่เมื่อไร การเลือกเรียนกระบวนวิชาใดๆ นักศึกษาจะต้องได้รับอนุมัติจากอาจารย์ที่ปรึกษาเสียก่อน ถ้ากระบวนวิชาใดมีเงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อน (Prerequisite) ว่าจะต้องสอบผ่านกระบวนวิชาอื่นมาก่อน นักศึกษาจะต้องสอบให้ผ่านกระบวนวิชาบังคับไว้ด้วย จึงจะลงทะเบียนเรียนกระบวนวิชานั้นได้

๘. จัดให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำตัวนักศึกษา

มหาวิทยาลัยได้จัดให้นักศึกษาแต่ละคณะมีอาจารย์ที่ปรึกษา โดยให้อาจารย์ที่ปรึกษามีหน้าที่หลักในการควบคุมให้นักศึกษาได้ลงทะเบียนเรียนให้เป็นไปตามหลักสูตรในสาขาวิชา และแผนกำหนดการศึกษาที่นักศึกษาสังกัด

๙. การพ้นสถานภาพนักศึกษา

นักศึกษาจะพ้นสถานภาพนักศึกษาด้วยเหตุผลดังนี้

๙.๑ ตาย

๙.๒ ลาออก

๙.๓ โอนเป็นนักศึกษาสถาบันการศึกษาอื่น

๙.๔ ขาดคุณสมบัติของการเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ข้อหนึ่งข้อใด

๙.๕ ไม่มาลงทะเบียนเรียนภายในเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดและมิได้ลาพักการศึกษาใน ๓๐ วัน นับจากวันเปิดภาคการศึกษาปกติ

๙.๖ มีความประพฤติไม่สมควรเป็นนักศึกษาหรือกระทำการอันก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเห็นสมควรให้ลบชื่อออกจากการเป็นนักศึกษา ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยวินัยนักศึกษา

๙.๗ เมื่อได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเวลา ๒ เท่าขอเวลาที่กำหนดไว้ในแผนกำหนดการศึกษาของสาขาวิชานั้นแล้วไม่สำเร็จการศึกษา

๙.๘ มีผลการศึกษาตามเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

เมื่อเรียนมาแล้วครบสองภาคการศึกษาปกติ ยังมีค่าลำดับขั้นสะสมเฉลี่ยทั้งหมดไม่ถึง ๑.๕๐

เมื่อเรียนมาแล้วครบสี่ภาคการศึกษาปกติ ยังมีค่าลำดับขั้นสะสมเฉลี่ยทั้งหมดไม่ถึง ๑.๗๕

หลังจากเรียนมาแล้วสี่ภาคการศึกษาปกติขึ้นไป ยังมีค่าลำดับขั้นสะสมเฉลี่ยทั้งหมดไม่ถึง ๑.๗๕ ติดต่อกันถึงสองภาคการศึกษาปกติ

เมื่อได้เคยลงทะเบียนกระบวนวิชาเรียนและได้รับลำดับขั้นมาแล้วถึง ๑๘๐ หน่วยกิต สำหรับหลักสูตร ๓ ปี และยังมีลำดับขั้นสะสมเฉลี่ยทั้งหมดไม่ถึง ๒.๐๐

 

๑๐. ค่าธรรมเนียมการศึกษา

ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่กำหนดไว้ให้เรียกเก็บจากนักศึกษาหลักสูตรนี้ แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ

ประเภท ก ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บครั้งเดียวเมื่อขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา

ประเภท ข ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บเป็นรายภาคการศึกษา

ประเภท ค ค่าธรรมเนียมลงทะเบียนกระบวนวิชาเรียน

ประเภท ง ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บตามรายการทุกครั้ง

โดยมีรายละเอียดคือ

ค่าธรรมเนียมการศึกษาประเภท ก

ค่าขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา ๒๐,๐๐๐ บาท

ค่าประกันของเสียหาย ๑,๐๐๐ บาท

ค่าธรรมเนียมการศึกษาประเภท ข

ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย

ภาคการศึกษาปกติ ๑๐,๐๐๐ บาท

ภาคการศึกษาฤดูร้อน ๕,๐๐๐ บาท

ค่าธรรมเนียมการศึกษาประเภท ค

ภาคการศึกษาปกติ ๒๒,๐๐๐ บาท

ภาคการศึกษาฤดูร้อน ๗,๕๐๐ บาท

ค่าธรรมเนียมการศึกษาประเภท ง

ค่ารักษาสภาพนักศึกษา ภาคการศึกษาละ ๕,๐๐๐ บาท

ค่าธรรมเนียมอื่นๆให้เป็นไปตามระเบียบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เกี่ยวข้อง

ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้จะขอรับคืนไม่ได้ นอกจากกรณีดังต่อไปนี้

ค่าประกันของเสียหาย จะขอรับคืนได้เต็มจำนวนหรือจำนวนคงเหลือเมื่อหักหนี้สินผูกพันที่ต้องชำระแล้ว ภายหลังสำเร็จการศึกษาหรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา

การให้บริการสวัสดิการแก่นักศึกษา

๑. การให้บริการด้านหอพัก ปัจจุบันหน่วยหอพักนักศึกษาชาย,หญิง มีหอพักอยู่ในความรับผิดชอบ ๑๕ หอพัก แยกเป็นหอพักนักศึกษาชาย ๗ อาคาร มีจำนวนห้องทั้งสิ้น ๑,๐๑๔ ห้อง หอพักนักศึกษาหญิง ๘ อาคาร มีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น ๑,๒๑๑ ห้อง

การจัดให้นักศึกษาเข้าพักในหอพัก กองกิจการนักศึกษาจัดที่พักให้นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ทุกคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดและประสงค์จะเข้าพักในหอพักให้เข้าพัก ๑ ปีการศึกษา สำหรับนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ ๒ ขึ้นไป ต้องจับฉลากเข้าอยู่หอพัก

๒. บริการเงินยืมฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีกองทุนฉุกเฉินสำหรับนักศึกษาไว้เพื่อให้นักศึกษายืมในกรณีที่นักศึกษาขาดเงินฉุกเฉินในการศึกษา นักศึกษาที่ประสงค์จะยืมเงินให้ติดต่อขอแบบคำร้องและยื่นคำร้องขอยืมเงินฉุกเฉินสำหรับนักศึกษาได้ที่หน่วยทุนการศึกษา งานบริการและสวัสดิการ กองกิจการนักศึกษาในวันและเวลาราชการ

๓. การให้บริการด้านสุขภาพอนามัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีบริการให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นักศึกษา ณ บริเวณอนามัยนักศึกษา บริเวณบ้านพักรับรองไผ่ล้อม ให้บริการทุกวันในเวลาราชการในกรณีที่นักศึกษาเจ็บป่วยมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นักศึกษาจะรับบริการได้ที่แผนกบริการอนามัยการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในเวลาราชการ ให้นักศึกษาติดต่อแผนกบริการอนามัยก่อนทุกครั้ง ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐–๑๒.๐๐ น. และ ๑๓.๓๐–๑๕.๐๐ น. ส่วนนอกเวลาราชการให้นักศึกษาติดต่อห้องฉุกเฉินและเก็บใบเสร็จรับเงินเบิกคืนได้ที่แผนกบริการอนามัยนักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ ภายใน ๑ เดือน

๔. การทำประกันอุบัติเหตุสำหรับนักศึกษา เพื่อเป็นหลักประกันแก่นักศึกษาในการจัดกิจกรรม การฝึกภาคสนาม การเข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร ส่งเสริมสวัสดิการ ให้ความคุ้มครองการสูญเสียชีวิตและอวัยวะอันเนื่องจากอุบัติเหตุ และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดปัญหาค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการรักษาพยาบาลแก่ญาติและผู้เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงกำหนดให้นักศึกษารหัส ๓๗….. เป็นต้นไป ทำประกันอุบัติเหตุเพียง ๑๐๐.- บาทต่อคนต่อปี

๕. กิจกรรมแนะนำช่วยเหลือผู้มาสอบเข้าในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรนักศึกษาในสังกัดองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดกิจกรรมแนะนำช่วยเหลือและให้บริการอำนวยความสะดวกต่างๆแก่ผู้มาสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กิจกรรมดังกล่าวจะต้องเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เสริมสร้างการพัฒนาบุคลิกภาพของนักศึกษา โดยไม่มีความรุนแรง หรือเป็นการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้มาสอบเข้าศึกษา

การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ไม่มีการเสพของมึนเมาและขู่บังคับ ตลอดจนส่งเสียงเชียร์ดังรบกวนความสงบเรียบร้อยภายในมหาวิทยาลัย อีกทั้งให้อยู่ในระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ อาศัยการกำกับดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดกิจกรรมดังกล่าว จากอาจารย์ที่ปรึกษาประจำองค์กรนักศึกษา คณาจารย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

๖. การจัดทำบัตรประจำตัวนักศึกษา A.T.M.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กำหนดให้นักศึกษาทำบัตรประจำตัวนักศึกษาในรูปบัตรบริการเงินด่วน ซึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกคนจะต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา เพื่อใช้แสดงตัวว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จริง และใช้ติดต่อกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการอื่นๆ ใช้ในการลงทะเบียน ฯลฯ นักศึกษาใหม่จะต้องกรองกข้อความลงในแบบคำร้องขอมีบัตรประจำตัวนักศึกษา จะต้องเขียนให้ชัดเจนและอ่านง่าย ด้วยหมึกสีดำหรือสีน้ำเงิน ซึ่งกองกิจการนักศึกษาจะจัดทำบริการทำบัตรประจำตัวนักศึกษาชั่วคราว เพื่อนำไปติดต่อขอทำบัตรประจำตัวนักศึกษาในรูปบัตรบริการเงินด่วนกับธนาคารในวันรายงานตัวเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยนักศึกษาต้องเตรียมรูปถ่ายขนาด ๑ นิ้ว จำนวน ๒ ใบ และเงินสดจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐.- บาท เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคาร

ในกรณีที่ทำบัตรแล้ว บัตรหายจะต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ แล้วนำสำเนาใบแจ้งความมายื่นที่กองกิจการนักศึกษาสำนักงานอธิการบดีเพื่อยื่นขอทำบัตรใหม่สำหรับนักศึกษาที่ขอทำบัตรใหม่ กรณีบัตรหาย บัตรชำรุด ย้ายคณะ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล ต้องเสียค่าธรรมเนียมทำบัตรใหม่ตามอัตราที่ธนาคารกำหนด

๗. การแจ้งย้ายทะเบียนราษฎร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนโยบายให้นักศึกษาแจ้งย้ายทะเบียนราษฎร์เข้ามาในเลขที่บ้านของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลขที่ ๒๓๙ ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ต้องนำหลักฐานดังต่อไปนี้ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการ สำนักงานอธิการบดี โทร. (๐๕๓) ๙๔๓๑๗๓

๑. ทร.๖ ตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ จำนวน ๑ ชุด

๒. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๑ ชุด

นักศึกษาที่มีสิทธิแจ้งย้ายทะเบียนราษฎร์ เข้ามาอยู่ในเลขที่บ้านของมหาวิทยาลัย คือ นักศึกษาที่พักอยู่ในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเท่านั้น โดยให้ผู้ปกครองหอพักนักศึกษาเป็นผู้รับรอง

สำหรับนักศึกษาที่พักในหอพักนักศึกษาในบริเวณคณะแพทยศาสตร์ ให้แจ้งย้ายทะเบียนราษฎร์เข้าที่ เลขที่ ๑๑๐ ถนนอินทวโรรส ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำใบแจ้งย้ายทะเบียนราษฎร์ไปยื่นที่ งานบริหารและธุรการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. (๐๕๓) ๙๔๕๒๒๓ นักศึกษาผู้แจ้งย้ายเข้าในทะเบียนบ้านของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องแจ้งย้ายเข้าภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันย้ายออกจากภูมิลำเนาเดิม

๘. การให้บริการด้านธนาคาร ด้วยความร่วมมือของธนาคารออมสินสาขาดอยสุเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบริการเงินด่วน เอ ที เอ็ม ของธนาคารกสิกรไทย กรุงไทย และไทยพาณิชย์

๙. การให้บริการด้านไปรษณีย์ กรมไปรษณีย์โทรเลข ได้ให้ความร่วมมือเปิดทำการไปรษณีย์โทรเลขภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใกล้กับธนาคารออมสิน ให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐–๑๖.๓๐ น.

๑๐. การให้บริการด้านสหกรณ์ มีร้านสหกรณ์นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ ชั้นล่างหอพักชายอาคาร ๒ จัดจำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นแก่ชีวิตประจำวัน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เพื่อให้บริการแก่นักศึกษา นักศึกษาสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้โดยการซื้อหุ้น ซึ่งเปิดขายประมาณต้นปีการศึกษา

๑๑. การให้บริการเกี่ยวกับการเรียนวิชาทหาร โดยกองกิจการนักศึกษา

    1. ให้บริการเกี่ยวกับการเรียนวิชาทหารโดยรับสมัครและอำนวยความสะดวกในการเรียนและฝึกวิชาทหาร
    2. ขอยกเว้นการเข้ารับราชการทหารสำหรับนักศึกษาที่ผ่านการฝึกทหารแล้ว
    3. ขอผ่อนผันการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหารสำหรับนักศึกษาที่เรียนสำเร็จวิชาทหารชั้นปีที่ ๓
    4. ขอผ่อนผันการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการสำหรับนักศึกษาที่ไม่ประสงค์จะเรียนวิชาทหารตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ แต่ทั้งนี้จะขอผ่อนผันได้ไม่เกินอายุ ๒๖ ปี

๑๒. การส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีโอกาศฝึกฝนการทำงานร่วมกับผู้อื่น ปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย และเสริมสร้างประสบการณ์ทางวิชาการ วิชาชีพ ส่งเสริมพลานามัย ปลูกฝังคุณธรรมและพัฒนานักศึกษาในทุกๆด้าน ให้เป็นบัณฑิตที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านสติปัญญา ร่างกายและจิตใจ จึงสนับสนุนให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยความสมัครใจตามความสนใจของนักศึกษาโดยจัดให้มีสายงานกิจกรรมนักศึกษา

กองกิจการนักศึกษา ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำส่งเสริม สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมนักศึกษา ด้านศิลปวัฒธรรม ประเพณี กีฬา บำเพ็ญประโยชน์และนักศึกษาสัมพันธ์

๑๓. บริการด้านกีฬา ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีสนามกีฬาหลายประเภทมีทั้งสนามกีฬากลางแจ้งและสนามภายในอาคารพลศึกษา เช่น สนามฟุตบอล รักบี้ฟุตบอล ซอฟท์บอล เทนนิส บาลเกตบอล วอลเลย์บอล ฮ็อคกี้ ตระกร้อ กรีฑา เทเบิ้ลเทนนิส แบดมินตัน ยูโด มวย เทควันโด เปตอง สระว่ายน้ำ สำหรับนักศึกษาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพฝึกซ้อมและจัดการแข่งขัน

๑๔. การให้บริการในด้านทำบัตรประจำตัวนักศึกษา การขอใบรับรองว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การทำบัตรลดค่าโดยสารรถไฟ ติดต่อได้ที่กองกิจการนักศึกษา

๑๕. การให้บริการด้านอื่นๆ นักศึกษาที่มีปัญหาข้องใจในเรื่องระเบียบข้อบังคับ การปรับตัวในด้านการศึกษา ในด้านการให้บริการทางวิชาการหรือปัญหาอื่นๆ สอบถามข้อขัดข้องใจได้จากอาจารย์ที่ปรึกษา ภาควิชา กองบริการการศึกษาหรือกองกิจการนักศึกษา สำนักงานอธิการบดี และสำนักทะเบียนและประมวลผล

๑๖. บริการให้คำปรึกษา นักศึกษาที่มีปัญหาในด้านการเรียน ปัญหาส่วนตัว ปัญหาในการปรับตัว ด้านการศึกษาหรือปัญหาอื่นๆ นอกจากจะสามารถปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วยังสามารถใช้บริการที่ศูนย์แนะแนวให้คำปรึกษา ซึ่งเปิดบริการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ในเวลาราชการ ที่ห้อง HB๑๒๐๐ ซึ่งให้คำปรึกษาโดยคณาจารย์จากภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์

๑๗. การให้บริการด้านห้องสมุด

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีสำนักหอสมุดเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการจัดหา รวบรวม รักษา บริการและเผยแพร่เอกสาร วารสารประเภทต่างๆ หนังสือพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ ฐานข้อมูลสำเร็จรูป (CD-ROM) และฐานข้อมูลที่มีในต่างประเทศที่สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียน การสอนและการค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยสำนักหอสมุดประกอบด้วย ๑ ห้องสมุดกลาง, ๑๗ ห้องสมุดคณะ, ๒ ห้องสมุดสถาบัน และ ๑ ศูนย์วิชาการ การให้บริการแบ่งได้ ๓ ลักษณะใหญ่ คือ

บริการทั่วไป ได้แก่ บริการจัดทำบัตรสมาชิก บริการยืม-คืนเอกสาร บริการจองหนังสือ บริการหนังสือสำรอง เป็นต้น

บริการลักษณะช่วยการค้นคว้า ได้บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้าข้อมูลทั่วไป ข้อมูลภาคเหนือและเอกสารหายาก ข้อมูลธุรกิจหลักทรัพย์ วารสาร หนังสือพิมพ์ วัสดุโสตฯ บริการยืมระหว่างห้องสมุด บริการแนะนำการใช้ห้องสมุด เป็นต้น

บริการสืบค้นสารนิเทศจากฐานข้อมูลบรรณานุกรมโดยใช้คอมพิวเตอร์ ได้แก่ การสืบค้นรายชื่อ สิ่งพิมพ์ของสำนักหอสมุด การสืบค้นสารนิเทศจากฐานข้อมูลสำเร็จรูป CD-ROM การสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างประเทศ (DIALOG และ BRS) ด้วยระบบออนไลน์ และจัดหาเอกสารฉบับเต็ม (Full Text) จากต่างประเทศทุกสาขาวิชา และจาก CD-ROM Full Text ในสาขาวิชาการบริการธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม

การสืบค้นข้อมูลในประเทศและต่างประเทศผ่านระบบเครือข่าย INTERNET

การสืบค้นข้อมูลด้านพลังงานใหม่/พลังงานหมุนเวียนจากฐานข้อมูล INNERTAP REI ของเครือข่ายข้อสนเทศด้านพลังงานใหม่ พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก (INNERTAP) กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

บริการฐานข้อมูล UnCover จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในระบบเครือข่าย INTERNET

บริการดัชนีและข้อมูลวารสาร หนังสือพิมพ์ เป็นต้น

เวลาเปิดบริการสำนักหอสมุด

ระหว่างเปิดภาคการศึกษา ระหว่างปิดภาคการศึกษา

จันทร์-ศุกร์ ๘.๐๐–๒๑.๐๐ น. จันทร์-ศุกร์ ๘.๓๐–๑๖.๓๐ น.

เสาร์-อาทิตย์ ๘.๓๐–๑๖.๓๐ น. เสาร์-อาทิตย์ ปิด

ก่อนสอบ ๑ เดือน

จันทร์-ศุกร์ ๘.๐๐–๒๑.๐๐ น.

เสาร์-อาทิตย์ ๘.๓๐–๒๑.๐๐ น

ผู้สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริการของสำนักหอสมุด สามารถติดต่อได้ที่ ประชาสัมพันธ์สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ ๐๕๓–๒๒๑๖๙๙ ต่อ ๔๕๑๖ , ๔๕๒๘

๑๘. ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับบริษัทดวงกมลสยามสแควร์ จำกัด ได้เปิดศูนย์หนังสือขึ้น ณ บริเวณอาคารเรือนกระจกด้านหน้าสำนักหอสมุด ตรงข้ามกับหอศิลป์ปิ่นมาลา เป็นสถานที่จำหน่ายหนังสือ ตำราและเอกสารทางวิชาการที่จัดพิมพ์โดยคณาจารย์สาขาวิชาต่างๆของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหนังสือตำราประกอบการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ที่ได้มีการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งหนังสือวารสารและสิ่งพิมพ์ทั่วไป นอกจากนี้ศูนย์หนังสือยังมีบริการอำนวยความสะดวกด้านการพิมพ์เอกสาร ถ่ายเอกสาร เข้าปก เย็บเล่ม แก่นักศึกษาและผู้ใช้บริการทั่วไปอีกด้วย

เครื่องแบบนักศึกษา

๑. เครื่องแบบนักศึกษาชายที่ใช้ทั่วๆไปเป็นปกติประกอบด้วย

๑.๑ เสื้อเชิ้ตสีขาวเกลี้ยงไม่มีลวดลาย ปกเสื้อแบบคอเชิ้ตปลายแหลม ผ่าอกตรงโดยตลอด คอเสื้อติดกระดุมสีขาวขนาดเล็ก กระเป๋า ๑ ใบ แบบเรียบไม่มีฝา แขนเสื้อใช้แบบแขนสั้นธรรมดา ไม่ตกแต่งที่ปลายแขน ความยาวของตัวเสื้อเลยสะเอวขนาดที่ขอบกางเกงทับได้โดยเรียบร้อย ห้ามดึงเสื้อหย่อนจนบังหัวเข็มขัดตรามหาวิทยาลัย

๑.๒ กางเกงขายาวแบบสากลสีกรมท่า สีเทา สีดำ สีน้ำตาล สีน้ำเงินแก่

๑.๓ รองเท้าหุ้มส้นสีดำหรือน้ำตาลแบบสุภาพ ไม่มีลวดลาย มีเชือกผูก

๑.๔ ถุงเท้าสั้นสีเดียวกับรองเท้า

๑.๕ เข็มขัดสีดำ หรือหนังกลับสีดำ ขนาด ๓ ซม. มีหัวเข็มขัดทำด้วยโลหะสีเงินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๓x๕ ซม. ดุนเป็นรูปตรามหาวิทยาลัย

๒. เครื่องแบบนักศึกษาหญิงที่ใช้ทั่วๆไปเป็นปกติประกอบด้วย

๒.๑ เสื้อทำด้วยผ้าสีขาวเกลี้ยงไม่มีลวดลายมีความหนาพอสมควร ส่วนความยาวของตัวเสื้อให้เลยสะเอวเพื่อให้กระโปรงทับได้โดยมิดชิด ปกเสื้อแบบคอเชิ้ตปลายแหลม ตัวเสื้อผ่าอกโดยตลอด มีสาบ ๑ ๑/๔ นิ้ว ติดกระดุม ๔ หรือ ๕ เม็ด แขนเสื้อสั้นเหนือศอก

๒.๒ กระดุมเสื้อให้ใช้กระดุมโลหะสีเงินดุนเป็นรูปตรามหาวิทยาลัย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕ ซม.

๒.๓ กระโปรงแบบเรียบสุภาพสีดำ สีน้ำเงินแก่ สีเทา หรือสีน้ำตาล ความยาวกระโปรงคลุมเข่า

๒.๔ เข็มขัดสีดำหรือหนังกลับสีดำ ขนาดกว้าง ๔ ซม. หัวเข็มขัดทำด้วยโลหะสีเงินเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด ๔.๕ ซม. ตราดุนเป็นรูปตรามหาวิทยาลัย

๒.๕ เข็มกลัดเสื้อตรามหาวิทยาลัยกลัดเหนืออกเบื้องซ้าย

๒.๖ รองเท้าหุ้มส้นสีขาวหรือสีตามกระโปรงส้นสูงไม่เกิน ๒ ๑/๒ นิ้ว

๒.๗ นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ให้สวมถุงเท้าสั้นสีขาวไม่มีลวดลาย